เมืองรถม้า

 อุทยานแห่งชาติ ดอยขุนตาล

 

ท่องเที่ยว ตะลุย ลำปาง เมืองรถม้า อุทยานแห่งชาติ ดอยขุนตาล หากเอ่ยถึงเมืองรถม้าต้องนึกถึง ลำปาง จังหวัดที่มี สถานที่ท่องเที่ยว ที่ นักท่องเที่ยว มักแวะไป ท่องเที่ยว เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติ ดอยขุนตาล แต่ ลำปาง ยังมี สถานที่ท่องเที่ยว อีกมากมาย อยากรู้ที่นี่มีคำตอบ


          หากเอ่ยถึงเมืองรถม้า ต้องนึกถึงทันทีนั่นคือ จังหวัดลำปาง ซึ่งนับได้ว่าเป็นจังหวัดของภาคเหนือตอนบนจังหวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักแวะมาเยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรม วัดวาอาราม และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ยังคงเหลืออยู่ รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ คือ น้ำพุร้อน และน้ำตกแจ้ซ้อน หรือจะพานักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปทัศนศึกษาชมเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่แม่เมาะ นอกจากนี้ยังมีสถานท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ  แห่งใหม่ที่กำลังจะเสร็จคือ เขื่อนกิ่วคอหมา ที่อยู่เหนือเขื่อนกิ่วลมขึ้นไป อยู่ในพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม
 
          อย่างไรก็ตาม ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวเมือง และเป็นทางผ่านไปจังหวัดเชียงใหม่หรือใกล้เคียง ที่มีความงามทางธรรมชาติไม่แพ้ที่อื่น นั่นคือ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อยู่ในเขตรอยต่อระหว่าง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง กับ อ.แม่ทา จ.ลำพูน อยู่บริเวณใกล้เคียงกับศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งช่วงเช้าสามารถแวะนั่งรถม้าชมเมืองลำปาง จากนั้นช่วงบ่ายแวะชมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย หลังจากนั้นค่อยขึ้นยอดดอยขุนตาล เพื่อพักผ่อนดูธรรมชาติยามเย็น ชมพระอาทิตย์ตกและขึ้นในตอนเช้าตรู่
 
          ในอดีตนั้นการขึ้นไปเที่ยวอุทยานฯ แห่งนี้ ต้องนั่งรถไฟไปเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีทางรถยนต์ขึ้นไปถึงบริเวณที่พักและจุดชมวิว มีที่พักพร้อมเครื่องใช้ต่าง ๆ ครบครัน เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการมาพักผ่อนดูธรรมชาติ ก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่อื่นต่อไป
 
          ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือน อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล สามารถที่จะประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ ทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กิจกรรมเดินศึกษาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มี 3 เส้นทาง

          ได้แก่ 1. เส้นทางศึกษาธรรมชาติจาก ย.1-ย.4 สภาพป่าประกอบด้วยป่าดิบชื้นป่าดิบเขา ป่าเบญจ พรรณ และป่าสนเขา พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้สัก ไม้มะค่าโมง ยมหอม กระบาก ตะแบก จำปาป่า มะม่วงป่า สนสองใบ สนสามใบ กว้าน ประดู่ ตะคร้อไม้ไผ่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ประกอบด้วย เก้ง กวาง หมูป่า ลิง ค่าง  กระรอกบิน ไก่ป่า นกนานาชนิด ตามยอดเขาสูงยังเป็นจุดเด่นที่เหมาะสำหรับการพักค้างแรมเป็นอย่างยิ่ง เช่น จากที่ทำการอุทยานฯ ด้วยทางเท้า ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร จะถึง ย.1 เป็นที่ตั้งบ้านพักรับรองของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีเรือนพักรับรองไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว
 
          ส่วน ย.2 มีสนขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้บริเวณนั้นมีความร่มเย็นและสวยงามตามธรรมชาติ บริเวณที่ใกล้ยอดเขามีบ้านพักรับรองของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มีรั้วล้อมรอบ ภายในบริเวณบ้านปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาวจัดตกแต่งสถานที่สวยงาม    มีทั้งสวนลิ้นจี่ และพรรณไม้ดอกนานาชนิด ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ที่เรือนรับรองนี้ถึง 2 ครั้ง 
 
          ย.3 ห่างจาก ย.2 ประมาณ 3,500 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาขุนตาล และจาก ย.3 ประมาณ 1,500 เมตร คือจุดชมวิว 
 
          ย.4 หรือมีชื่อเรียกอีกว่า ม่อนส่องกล้อง สามารถมองเห็นทัศนียภาพฝั่งจังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน ได้อย่างชัดเจน ก่อนถึงยอดเขานี้จะ ผ่านป่าธรรมชาติที่ร่มรื่นและเย็นสบายตลอดเส้นทาง และจะผ่านบ้านของมิชชันนารีจำนวน 7 หลังเป็นเรือนพักรับรองสำหรับไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
 
          2. เส้นทางศึกษาธรรมชาติอุโมงค์ขุนตาล จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 100 เมตร ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการศึกษาสภาพธรรมชาติของป่าดิบแล้ง ศึกษาเส้นทางสายประวัติศาสตร์กว่าจะมาเป็นอุโมงค์ขุนตาล และกราบไหว้ขอพรจากเจ้าพ่อขุนตาล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา
    
          3. เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกตาดเหมย เป็นน้ำตกขนาดเล็กสูงประมาณ 10 เมตร ระหว่างยอนหวายประมาณ 300 เมตร น้ำตกตาดเหมยจะมีน้ำในช่วงฤดูฝนเท่านั้น ระหว่างเส้นทางเดินไปสู่ตัวน้ำตกจะผ่านป่าที่มีลักษณะของป่าเบญจพรรณผสมกันระหว่างป่าที่ผลัดใบตามแนวเขตของป่าที่เป็นหุบเขา เหมาะแก่การเดินเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจชมความงามตามธรรมชาติ และทำกิจกรรมการดูนก ศึกษาพรรณไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณน้ำตกตาดเหมยได้อย่างสดชื่นสบายใจ

edit @ 8 Feb 2008 01:03:47 by l3@nk

          

เที่ยว ตลาดร้อยปี ตลาดโบราณสามชุก



          มีโอกาสได้ไปเยือนตลาดสามชุก หรืออีกในชื่อเรียกหนึ่ง "ตลาดร้อยปี" ตลาดอันโด่งดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี เป็นโปรแกรมแทรกในทริปการเดินทางไปกับ ตรีเพชรอีซูซุ ที่นำเหล่าขบวนสื่อมวลชนไปสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวในเมืองสุพรรณฯ ใน 1 วัน ซึ่งกับตลาดร้อยปีแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่เพียงย่ำเดินไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี ก็เกิดความรู้สึกผูกพันกับบรรยากาศในตลาดโบราณแห่งนี้อย่างน่าประหลาดใจ

          ภาพของห้องแถวไม้ที่ยาวเรียงราย มีถนนคั่นเป็นซอย มีห้างร้านเปิดขายสินค้านานาชนิด ทั้งของกิน ของใช้ เครื่องประดับมากมาย และร้านบริการต่าง ๆ เป็นภาพที่ราวกับหลุดออกมาจากรูปถ่ายขาวดำที่เคยได้เห็นในหน้าหนังสือตำราเรียนประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่ปาน ซึ่งเราคนในยุคปัจจุบันคงยากแล้วที่จะได้เห็นภาพแบบนี้

          ตลาดร้อยปี ถือเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของชาวสามชุกโดยแท้ ที่เป็นทั้งสถานที่ที่อาศัย แหล่งทำการค้า ทำมาหากิน ตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนปัจจุบันกว่า 100 ปี ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ จ.สุพรรณบุรี ที่ยังสามารถอนุรักษ์ความดั้งเดิมเอาไว้ได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชนชาวตลาดสามชุก ซึ่งมีประวัติการต่อสู้กับกลุ่มนายทุนและนักการเมืองที่มีความพยายามจะเปลี่ยนแปรพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

          ดังนั้นเสน่ห์ของตลาดสามชุก หรือ ตลาดร้อยปี จึงเป็นความเก่าแก่ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรปั้นแต่งขึ้น แต่เป็นความเก่าแก่โดยแท้ที่ผ่านเวลาจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน ดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของชาวสามชุกที่รักและหวงแหนถิ่นกำเนิดแห่งริมแม่น้ำท่าจีน

          ดังเช่นถ้อยคำที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า "ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าเงือนคำทองค้า" ตลาดร้อยปีแห่งนี้ก็แทบจะเป็นเช่นนั้น คือใครใคร่จะหาหรือพอจะทำอะไรขายได้ก็นำมาขาย ห้องแถวไม้ที่เรียงราย ที่มีทั้ง 4 ซอยหลักนั้น ตลอดทางที่เดินไป ทั้ง 2 ข้างทางจะเพียบไปด้วยร้านค้าและบริการมากมาย ทุกร้านล้วนขึ้นชื่อและหลายร้านก็มีเอกลักษณ์ ที่ขึ้นชื่อก็เช่น ร้านกาแฟท่าเรือส่ง, ร้านหรั่ง ศรีโรจน์ ขายข้าวห่อใบบัว, ร้านนาฬิกาโบราณรัชพร,บุญช่วยหัตถกิจ, ร้านยาแผนโบราณฮกอันโอสถ, ร้านยาจีนฮกง้วนตึ้ง, ร้านทองมีชัย, ร้านโชคชัยขายสินค้าโบราณ, ร้านบ้านโค้ก, ร้านถ่ายรูปศิลป์ธรรมชาติ, โรงแรมอุดมโชค โรงแรมโบราณ ฯลฯ

          นอกจากนี้ ผู้มาเยือนตลาดร้อยปีที่อยากรู้ประวัติศาสตร์ของที่นี่ ก็มีพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ ที่รวบรวมข้อมูลความเป็นมาของตลาดสามชุกไว้ครบครันให้ได้เข้าชมและศึกษา

          อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ของการมาตลาดร้อยปีแห่งนี้ ที่ไม่แวะเข้าไปดูไปชมจะถือว่ามาไม่ถึง ได้แก่ การถ่ายรูปคู่กับตู้ไปรษณีย์โบราณที่ด้านหน้าตลาด, ลองลิ้มชิมกาแฟโบราณและขนมหวานจากร้านกาแฟท่าเรือส่ง, ชิมข้าวห่อใบบัวของร้านหรั่งศรีโรจน์, แวะชักภาพถ่ายรูปย้อนยุคกับกล้องโบราณร้านศิลป์ธรรมชาติ, แวะชมโรงแรมอุดมโชค โรงแรมเก่าแก่กลางตลาดร้อยปี หรือ แวะชมร้านบ้านโค้ก ยลของสะสมที่เกี่ยวกับโค้กล้วน ๆ

          ตลาดร้อยปีที่นี่ยังถือเป็นสวรรค์ของเหล่าบรรดานักช็อปและนักชิม ที่มีทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ซึ่งที่ไปแล้วต้องลองลิ้มชิมรส เช่น ทอดมันปลากราย บะหมี่เกี้ยวร้านเจ็กอ้าว ขนมกง ข้าวห่อใบบัว กาแฟโบราณ เป็นต้น เสื้อผ้าโจงกระเบน ของเล่นไม้ ตะเกียงกระป๋อง ของใช้ของที่ระลึกอื่น ๆ อีกมากมาย ก็มีให้เหลือกซื้อหาหรือนำไปเป็นของฝากจากสามชุก

 ข้อมูลโดยสังเขป สามชุกตลาดร้อยปี

          ตลาดสามชุกเป็นห้องแถวไม้ริมแม่น้ำท่าจีน มีความเป็นอยู่ในลักษณะผสมผสานระหว่างคนไทยและคนจีน ในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาตลอดเป็นย่านการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของลำน้ำท่าจีน การคมนาคมสัญจรไปมาและขนส่งสินค้าใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นเส้นทางหลัก แต่มีเหตุซบเซาลงตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา การคมนาคมทางบกเริ่มเข้ามามีบทบาทและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การคมนาคมทางน้ำค่อย ๆ หมดความสำคัญ ตลาดริมน้ำแห่งนี้เริ่มซบเซา เงียบเหงา ผ้คนเริ่มย้ายออกไปทำมาหากินที่อื่น

          icon  ปี 2543 มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมาเพื่อหาแนวทางแก้ไข

          icon  ปี 2545 ตลาดสามชุกได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ของมูลนิธิชุมชนไท โดยการสนับสนุนของ พอช.สสส.

         icon  ปี 2546 ตลาดสามชุกได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองนำร่องโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่

         icon  ปี 2548 กิจกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์เป็นที่ยอมรับและชื่นชมจากทุกวงการ จนได้รับคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทองค์กร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

          ปัจจุบัน ตลาดสามชุก ประสบความสำเร็จพอสมควร คนรู้จักสามชุกในนาม สามชุกตลาด 100 ปี "ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา" เป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาที่เกิดจากชุมชนบริหารโดยชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนเข้มแข็ง มีคนมาเที่ยว มาซื้อของ และมาศึกษาดูงานจำนวนมาก ทำให้สามชุกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 การเดินทางด้วยรถยนต์

          จากกรุงเทพฯ ผ่าน อ. บางบัวทอง จ. นนทบุรี ไปจนถึงตัว จ.สุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 107 กม. จากนั้นไปตามหลวงหมายเลข 340 แยกเข้า อ. สามชุก ตัวตลาดอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก

search engine

posted on 31 Jan 2008 09:37 by bank555

http://www.altavista.com/

 

 

 

เป็นระบบสืบค้นประเภทที่2 เสริจ์เอนจินทำหน้าที่สืบค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

อยู่ในแบบระบบค้นหาที่ทำหน้าที่รับคิวรีจากจากผู้ใช้ที่ต้องการค้นหาข้อมูล

 ID: 5005104042